บันทึกของ เวสเกอร์

posted on 04 Apr 2008 12:58 by albertwesker

ครั้งแรกที่มายังสถานที่แห่งนี้ผมอายุเพียง 18 ปีเท่านั้นและนั่นเป็นช่วง Summer แต่นั่นมันเมื่อ 20 ปีก่อน
ผมยังจำความรู้สึกตอนที่เฮลิคอปเตอร์พาเรามายังสถานที่แห่งนี้ครั้งแรกได้ดี ถึงแม้ดูจากภายนอกมันจะเป็นเพียงแค่คฤหาสน์เก่าแก่หลังหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่ซ่อนลงไปลึกกว่านั้นมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป
Birkin เด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าผมเพียง 2 ปี ดูราวกับว่าจะสนใจแต่เรื่องข้อมูลการทดลองที่เขาเพิ่งได้มาไม่นานนี้
วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 1978
2 วันก่อนหน้านี้ เรา 2 คน (Birkin,Wesker) ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสถานที่แห่งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าจะมีการวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานานแล้ว คนที่รู้ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีก็คือ Spencer ซึ่งตอนนั้นเขายังทำการทดลองเกี่ยวกับ T-Virus อยู่ที่ห้องทดลองในหุบเขา Arklay

ทันทีที่เราลงจากเฮลิคอปเตอร์ หัวหน้าห้องแล็ปได้ยืนต้อนรับอยู่ที่หน้าลิฟต์อยู่แล้ว ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของเขา ผมรู้แค่ว่าเรา 2 คนถูกดึงตัวให้เข้ามาเป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการผลิต T-Virus ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นความประสงค์ของ Spencer เองโดยตรง เราเป็นเพียงผู้ถูกเลือก
เรา 2 คนไม่ได้สนใจหัวหน้าห้องทดลองแต่อย่างใด ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดคงเป็นการอธิบายให้พวกเราฟังเกี่ยวกับแผนการในโครงงานทั้งหมด รวมถึงความตั้งใจของ Spencer ผู้ก่อตั้ง สำหรับ Birkin ก็ยังเหมือนเดิม คือไม่ได้สนใจใครแต่อย่างใด
สำหรับคนอื่นที่เห็นการกระทำของพวกเราก็คงไม่ค่อยชอบขี้หน้าของพวกเรานัก แต่สำหรับหัวหน้าห้องทดลองเขากลับไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

แน่นอนว่าตอนนั้นเรายังเป็นเด็กมากสำหรับงานระดับนั้น ทางหัวหน้าแล็ปก็คงจะรู้ดีและรู้ว่าที่ Spencer ดึงพวกเรามานั้นมีเหตุผลเบื้องลึกอย่างไร
ในขณะอยู่ในลิฟต์ Birkin ก็ยังคงสนใจอยู่แต่กับข้อมูลของการทดลอง ซึ่งข้อมูลนั้นเกี่ยวกับไวรัสชนิดใหม่ที่พึ่งค้นพบในแอฟริกาเมื่อ 2 ปีก่อนที่มีชื่อว่า "Ebora" ซึ่งแม้แต่ขณะนี้ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์เป็นพันคนที่ทำการทดลองเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือพวกที่หาทางป้องกันและรักษาคนที่ติดเชื้อตัวนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับหาทางพัฒนามันเพื่อใช้เป็นอาวุธสงคราม

เท่าที่ผมรู้ ถ้าใครสักคนติดเชื้อนี้เข้าไปอาจจะมีโอกาสรอดเพียง 10 % เท่านั้นซึ่งเชื้อตัวนี้มีความสามารถในการทำลายโครงสร้างของมนุษย์ทั้งหมดภายใน 10 วัน เท่านั้น แม้แต่ในตอนนี้ยังไม่มีใครค้นพบยารักษา ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามันถูกเอาไปใช้ในอาวุธสงคราม มันจะเป็นอาวุธที่ร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
อย่างที่รู้กันดีว่าการสร้างอาวุธด้วยเชื้อไวรัสมันผิดกฎหมายและแผนของเราก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าต้องมีใครซักคนที่กำลังทำการทดลองเกี่ยวกับมันอยู่อย่างแน่นอนดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันจึงจะเป็นการดีที่พวกเราจะทำการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ก่อนใคร แต่เส้นกั้นระหว่างการสร้างอาวุธและยารักษานั้นมันห่างกันนิดเดียว ดังนั้นอาจจะมีบางคนที่บอกว่าทำการวิจัยยารักษาอยู่แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างอาวุธชีวเคมีไปด้วยในตัว

แต่สำหรับ Birkin เขาไม่ได้สนใจข้อมูลเหล่านี้แต่ประการใด เขาต้องการที่จะทำการทดลองทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง ซึ่งยังคงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการศึกษาข้อมูล ที่เรารู้ตอนนี้มีแค่เพียงว่าไวรัสจะตายเองภายใน 1 วันและจะตายทันทีหากโดนแสงแดด อย่างที่สองคือมันจะสามารถฆ่าบุคคลที่มันเข้าไปสิงสู่ในเวลาอันรวดเร็ว และสุดท้ายคือมันจะสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นได้แค่ด้วยการสัมผัสเท่านั้น

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันแพร่ เข้าสู่มนุษย์ บางทีคนๆนั้นอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แน่นอนว่าในฐานะการเป็นมนุษย์เขาได้ตายไปแล้ว แต่ในทางสงครามล่ะ เขายังเป็นอาวุธชั้นดี ในการแพร่เชื้อตัวนี้ไปสู่คนอื่น นั่นเพียงเพราะในตอนนั้นเขายังไม่ได้ตายทันที นั่นอาจเป็นเพราะ RNA กับ DNA ของไวรัสตัวนี้เข้าไปผสมกับ DNA ของมนุษย์ก็เป็นได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่กำลังวิจัยเชื้อตัวนี้อยู่

Umbrella ภายใต้การนำของ Spencer ได้บอกแก่ชาวโลกว่าที่นี่เป็นเพียงบริษัทผลิตยารักษาโรคธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่าที่แท้จริงแล้ว มันเป็นองค์กรพัฒนาอาวุธทางชีวภาพขนาดใหญ่เลยทีเดียว การทำการทดลองบนเชื้อไวรัสต่างๆ นั้นเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนา T-Virus ของเรา

ดั้งเดิมแล้วเชื้อไวรัสที่เราทำการพัฒนาเป็นเพียงตัว RNA ที่จะมีผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปด้วยอาการผิดปกติบางอย่างเท่านั้น
Birkin นั้นให้ความสนใจกับเจ้า Ebora เป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดที่จะนำเชื้อไวรัส 2 ตัวมาผสมกันเพื่อสร้างเป็นเชื้อชนิดใหม่ที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าเก่า โดยเจ้าเชื้อ Ebora นั้นได้ถูกส่งมายังสถานีทดลองแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว เราผ่านลิฟต์หลายชั้นมาก จนสุดท้ายก็มาถึงที่หมายจนได้ แต่เมื่อไปถึงแม้แต่ Birkin ผู้ไม่สนใจใคร ก็ยังต้องหันหน้าขึ้นมามอง เมื่อคนที่รอต้อนรับเราอยู่ที่ปลายทางนั้นเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง

แต่เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเธอถูกเก็บเป็นความลับไม่ให้แพร่งพรายออกไปข้างนอกทั้งหมดแต่จากการบันทึกเรารู้แค่ว่าเธออยู่ที่นั่นตั้งแต่สถานีทดลองได้เริ่มสร้างในระยะแรกๆ ซึ่งตอนนั้นเธออายุได้ 25 ปีแล้ว แต่ชื่อของเธอ และเหตุผลที่เธออยู่ที่นั่นนั้นยังเป็นความลับอยู่
เธอเป็นตัวอย่างการทดลองสำหรับ T-Virus โดยการทดลองได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1967 ภายใน 11 ปีที่เธอได้ผ่านเชื้อไวรัสมาแล้วนับไม่ถ้วน

ผมได้ยิน Birkin กระซิบบอกอะไรซักอย่าง แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นเราได้มาถึงในสถานที่ที่เราไม่สามารถจะย้อนกลับไปได้อีกแล้วสำหรับพวกเราตอนนั้นมีทางเลือกเพียงสองทางคือ ทำการทดลองจนสำเร็จหรือไม่ก็มีจุดจบเหมือนกับเธอคนนั้น หญิงสาวที่นอนอยู่ในหลอดทดลองมาเป็นเวลา 11 ปี เธอได้ทำให้พวกเราตัดสินใจบางอย่าง...

21 กรกฎาคม 1981 - 3ปีให้หลัง
วันนี้ทาง Umbrella ได้รับตัวเด็กหญิงสาวอายุ 10 ปีเข้าไปอยู่ในศูนย์วิจัยที่ทวีปแอนตาร์คติคก้าเธอชื่อ Alexia Ashford ในขณะนั้นผมอายุได้ 21 ปี และ Birkin ก็อายุ 19 แล้ว ซึ่งมันเป็นที่ร่ำลือในหมู่นักวิจัยด้วยกันเกี่ยวกับเด็กสาวคนนี้เป็นอันมากเนื่องจากเรารู้ว่าตระกูล Ashford เป็นตระกูลที่เป็นสมาชิกเก่าแก่ระดับสูงของ Umbrella ในอดีต

ทุกครั้งทีมีบางอย่างผิดปกติในการทดลอง จะมีบางคนชอบบ่นว่า "นี่ถ้า Edward ยังมีชีวิตอยู่นะ" ซึ่งมันเป็นความจริงที่ว่าเขาเป็นคนแรกที่เริ่มทำการทดลองเชื้อไวรัสและเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ T-Virus นี่ทั้งหมด แต่หลังจากที่ Umberlla ได้ก่อตั้งขึ้น เขาก็ตาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวเมื่อ 13 ปีก่อนหน้านี้ และเราก็ไม่ได้สนใจกับตระกูล Ashford แต่อย่างใดนับหลังจากนั้น ซึ่งในความเป็นจริงหลังจากที่ Edward ตายห้องแล็ปที่แอนตาร์คติคก้าที่มีลูกชายของเขาควบคุมอยู่ก็ไม่ได้ทำอะไรออกมาเลย บางทีหลานสาว (Alexia) ของเขาคนนี้ก็อาจจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดกับพวกเราเช่นกัน

แต่ในวันหนึ่งคนงานของเราบางคนก็ได้พูดว่า "นี่เพราะ Alexia นะ..." แน่นอนว่ามันทำให้ผมไม่พอใจ เพราะคนงานไร้ค่าเหล่านี้มักตัดสินคนจากสถานะภายนอกเท่านั้น และเพราะการคิดเป็นแบบนี้ทำให้คนพวกนี้ไม่สามารถคิดที่จะทำอะไรออกมาด้วยตัวเองได้เลย อาศัยแต่การชี้แนะจากคนอื่นตลอด แต่ยังไงซะ ผมก็คงได้รับการยกย่องจากคนเหล่านี้อยู่เหมือนเดิม

ถ้าผมมัวแต่ให้เรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวผม สงสัยการทำงานก็จะต้องล่าช้าไปอย่างแน่นอนในฐานะหัวหน้านักวิจัยผมจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ตลอดเวลาไม่งั้นก็คงถึงจุดจบอย่างที่รู้กัน แต่หลังจากนั้น ผมก็ได้คิดบางสิ่งบางอย่างออก ผมสามารถใช้คนงานเก่าๆ พวกนี้เป็นทางผ่านในการประสบความสำเร็จของผมได้ พวกคนงานไร้ค่าเหล่านี้จะต้องตายอย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้นจะแปลกอะไร ถ้าเราใช้คนพวกนี้เป็นตัวอย่างการทดลองซะ เพื่อเอาชนะคนอื่น ผมจะต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ปัญหาอยู่ที่ Birkin เนื่องจากเขามีปฎิกริยาต่อ Alexia มากเกินไป

ถึงเขาจะไม่เคยพูดก็ตาม แต่ในความจริง เขาภูมิใจมากกับการได้ร่วมทดลองด้วยอายุที่น้อยที่สุดในตอนนั้น คือ 16 ปี แต่ความภูมิใจของเขาได้ถูกทำลายโดยเด็กสาวอายุ 10 ปีคนนี้ทั้งหมด เด็กที่เกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะโดยเฉพาะ Birkin ได้พบกับการท้าทายครั้งแรกของเขาแล้ว
เขายอมรับไม่ได้ที่จะมีเด็กผู้หญิงอายุเพียง 10 ปี เข้ามาร่วมทำงาน โดยเป็นถึงคนในตระกูลอันสูงส่งที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Umbrella และยังไม่เคยทำงานอะไรเลย ที่จริงเหตุผลสำคัญที่สุดคือ เธอยังเป็นเพียงเด็กเท่านั้น แต่สำหรับผม ผมต้องพา Birkin ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ เพราะเราเริ่มเข้าสู่คำตอบที่เรากำลังค้นคว้าไปเรื่อยๆแล้ว

ในตอนนี้เชื้อไวรัสที่ถูกทดลองในฐานะของการสร้างอาวุธชีวภาพ แต่ผลกระทบของมันไม่สามารถยืนยันการทำงานได้ 100 % เนื่องจากคนแต่ละคนจะมี DNA ที่แตกต่างกันดังนั้น ปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน แม้แต่ในคนที่ถูกทดลองที่ร่างกายเข้าสู่สภาวะ Discontrol ที่เราเรียกกันว่า Zombie นั้นเชื้อไวรัสสามารถทำงานได้เพียง 90 % เท่านั้น ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ซึ่งที่จริงแล้ว 90% นี่ก็ใช้ในการฆ่าคนได้แล้ว แต่ Spencer ไม่ได้คิดแค่นั้น เขาต้องการ 100% ของการทำงานในการควบคุมอาวุธมนุษย์ชีวะ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้ทั้งหมด

ในตอนแรกนั้น เชื้อที่เราทำการสร้างอาวุธนั้นมีมูลค่าในการสร้างเพียงนิดเดียวแต่ตอนนี้มันมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ถ้า Spencer ต้องการแค่ทำเงิน เขาคงจะไม่ทำเช่นนี้แน่นอน ถ้าเรานำไวรัสที่อยู่ในสถานะขณะนี้ออกขาย เราสามารถทำเงินได้อย่างมากมาย แต่การทดลองยังคงไม่สิ้นสุดแค่นั้น ทำไมเขายังคงทำการทดลองเกี่ยวกับมันอยู่ ทั้งๆที่เขากำลังสูญเสียเงินไปเรื่อยๆ ผมเองยังไม่เข้าใจว่า Spencer กำลังคิดอะไรอยู่ในขณะนี้

กลับมาที่ Birkin ตอนนี้เขาได้สร้างอาวุธชีวภาพชนิดใหม่ขึ้นมาได้แล้ว เราเรียกมันว่า "Hunter" ซึ่งมีอานุภาพในการโจมตีสูงเลยทีเดียว แต่เราต้องหยุดการทดลองไว้แค่นี้ก่อน

เพื่อที่จะเอาชนะ Alexia อย่างสมบูรณ์แบบ Birkin เริ่มทำอะไรบางอย่างที่แปลกไป เขากินนอนอยู่ในห้องทดลองตลอด 24 ชม. และทำการทดลองหลายๆอย่างโดยไม่ได้วางแผนร่วมกันไว้
ผมยังคงเก็บข้อมูลการทดลองอื่นๆจากนักวิจัยคนอื่นๆได้เรื่อยๆ และเราต้องรีบทำให้สำเร็จก่อนตัวอย่างการทดลองจะตายก่อน แต่ความคืบหน้าในการทดลองส่วนตัวของ Birkin นั้นไปเร็วเกินกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้นัก ภายในไม่ช้าตัวอย่างการทดลองจะต้องตายอย่างแน่นอน และเราคิดว่า Spencer จะต้องหาตัวอย่างการทดลองรายใหม่มาให้เรา แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เธอยังมีชีวิตอยู่

เธออายุ28 ปีแล้ว ขณะนี้เธอได้อยู่ในห้องทดลองของเรา 14 ปี ในเวลา 14 ปีนั้นเชื้อไวรัสน่าจะทำลายทุกส่วนของเธอไปแล้ว สำหรับความตายคงจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการเป็นอย่างมาก แต่เธอยังคงมีชีวิตอยู่แม้ในขณะนี้ เธอสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยังไงนานขนาดนี้? ทั้งๆ ที่ข้อมูลของเธอก็เหมือนกับตัวอย่างการทดลองรายอื่น แต่ทำไมเธอถึงยังมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าใคร ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นความลับ

เสาร์ที่ 31 ธันวาคม 1983
เป็นหน้าหนาวครั้งที่ 6 แล้วที่ผมได้มาทำงานที่ศูนย์วิจัย Arklay แห่งนี้ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา เราไม่มีผลงานหรือความคืบหน้าใดๆ จากการวิจัยของเราเลย แต่ตอนนี้มันได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เราได้ยินข่าวมาว่า Alexia เสียชีวิตแล้ว อันเนื่องมาจากสาเหตุของไวรัส T-Veronica ที่เธอทำการวิจัยอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะหนักเกินไปสำหรับเด็กสาวอายุเพียง 12 ปี อย่างเธอที่จะมาทำงานวิจัยที่มีอันตรายและมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้

เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทดลองเชื้อไวรัสโดยใช้ตัวเองเป็น Test Subject ของ Alexia ซึ่งมันไม่น่าเชื่อซักเท่าไหร่นัก รึบางทีเธออาจจะยอมรับไม่ได้ที่พ่อของเธอต้องตายในการทดลองเมื่อปีก่อน หลังจากที่พ่อเธอตาย Alexia และพี่ชายฝาแฝดของเธอก็เข้าดูแลศูนย์วิจัยที่แอนตาร์คติกก้าต่อ แต่คงไม่มีใครคาดหวังผลงานใดๆจากพวกเขา และก็เป็นดังที่คิด 2 พี่น้อง Arhford ก็ไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมกับเราอีกเลย อย่างที่พูดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ตระกูล Ashford เป็นเพียงตำนานและก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ต่อไป

จากข่าวการตายของ Alexia ทำให้ Birkin เปลี่ยนไป หรือจะพูดได้ว่ากลับมาเป็นเหมือนเดิมนั่นเอง แต่ว่าตอนนี้ไม่มีใครสามารถแซงหน้าเขาได้ ทุกคนต้องยอมรับเขา แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ควรพูดเรื่อง Alexia ต่อหน้าเขา
แม้กระทั่งตอนที่ผมพยายามที่จะเอาตัวอย่างของ T-Veronica , Birkin เองกลับไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ดังนั้นผมคงต้องหยุดเรื่องการหาข้อมูลของงานวิจัยที่ Alexia ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้าย Birkin ก็ไม่ได้เปลี่ยนแต่อย่างใด แม้ว่าสิ่งรอบตัวเขาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่จริงๆแล้ว มันมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น

ศูนย์วิจัยเราตั้งอยู่ในใจกลางป่าลึกของหุบเขา Arklay ที่ล้อมรอบเมือง Racoon City อยู่ ผมออกไปเดินเล่นรอบๆแนวป่าประจำ แต่ก็ไม่มีวี่แววที่จะพบมนุษย์คนอื่นแต่อย่างใด อาจจะเพราะมันอยู่เข้าไปลึกเกินไปนั่นเอง ทางเดียวที่จะเข้ามาที่นี่ได้คือทางเฮลิคอปเตอร์
มันมีข้อควรระวังสำหรับอาวุธชีวเคมี ซึ่งยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่ออกไปจากศูนย์ ที่จริงมันสามารถป้องกันได้แต่ยังไงซะ สำหรับการป้องกันอาวุธชีวเคมีมันไม่ใช่เรื่องง่าย และมันเองยังสามารถแพร่เข้าสู่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อีกด้วย

สำหรับไวรัสทุกชนิด ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามันจะมีผลกระทบเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นไวรัส Influenza มันไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเดียว แม้กระทั่ง นก , หมู , ม้า หรือแม้กระทั่ง แมวนํ้า และแม้กระทั่งใน Species เดียวกัน ก็เป็นรายเฉพาะๆไปเท่านั้นที่จะมีผลกระทบโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น นกนางนวล กับไก่ แต่หากนกชนิดอื่นกลับไม่เป็นอะไร
และแม้แต่เชื้อตัวเดียวกันก็สร้างผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละสิ่งมีชีวิตซึ่งปัญหาก็คือเชื้อ T-Virus มันจะสร้างผลกระทบแบบไหนในสิ่งมีชีวิตที่ต่างกัน

ในระหว่างที่ Birkin ยังคงไร้ประโยชน์ ผมได้ทำการวิจัยเชื้อ T-Virus ด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้พบว่าเชื้อตัวนี้สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตข้างนอก ไม่ใช่แค่กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น แต่พืช , แมลง และปลา ก็สามารถรับเชื้อได้เช่นกัน
ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไปในป่า ผมก็จะคิดทุกครั้งว่า ทำไม Spencer จึงเลือกที่แห่งนี้เป็นศูนย์วิจัย

มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดในป่าแห่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเชื้อไวรัสถูกแพร่ออกไป หรือแม้กระทั่งถ้าแมลงตัวเล็กๆ ได้รับเชื้อไป มันคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงสำหรับมัน แต่ในฐานะตัวแพร่เชื้อล่ะ การแพร่กระจายของไวรัสคงเป็นไปในอัตราที่สูงจนไม่สามารถควบคุมได้อย่างแน่นอนรึแม้แต่ต้นไม้ที่ได้รับเชื้อ ตัวมันเองไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ก็คงดูจะปลอดภัยดี แต่กับเมล็ดที่มันผลิตออกมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

มันดูอันตรายเกินไปถ้าที่กล่าวมาเกิดขึ้นจริง ซึ่งเมื่อคิดถึงการที่ตระกูล Ashford ไปตั้งศูนย์วิจัยที่แอนตาร์คติกก้าถือว่าเป็นการฉลาดมาก แต่สำหรับที่นี่ดูเหมือนว่ามีใครจงใจที่จะให้เชื้อแพร่ออกไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้
Spencer กำลังต้องการให้พวกเราทำอะไรกันแน่?

ถึงแม้จะดูเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ก็ยังคงพูดเรื่องนี้กับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี คนๆเดียวที่ผมจะคุยได้ด้วยคือ Birkin แต่เขาคงไม่สนใจซักเท่าไหร่ "ผมต้องการข้อมูลมากกว่านี้"
ผมเริ่มตระหนักถึงขีดจำกัดของตัวเองในฐานะที่เป็นแค่นักวิจัยธรรมดาๆ คนหนึ่ง เพื่อที่จะให้รู้ให้ได้ว่า Spencer คิดอะไรอยู่ ผมต้องอยู่ในที่ๆ จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่านี้ เพื่อที่จะทำอย่างนั้น ผมจะต้องทิ้งที่ๆอยู่ตรงนี้ไป แต่คงทำทันทีไม่ได้ ผมคงให้ Spencer รู้ถึงเรื่องที่ผมจะทำไม่ได้ ไม่งั้นทุกอย่างก็จบ

ในระหว่างนั้นหญิงสาวที่เป็น "Test subject" ของเราก็ถูกลืม ข้อผิดพลาดที่ยังคงมีอยู่
จนกระทั่ง 5 ปีถัดมา....

1988 Summer
เป็น Summer ที่ 11 แล้วที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ ตอนนี้ผมอายุ 28 ปีแล้ว Birkin เองก็กลายเป็นพ่อของลูกสาววัย 2 ขวบไปแล้ว สำหรับภรรยาของเขาก็เป็นนักวิจัยที่อยู่ในที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาที่จะมีความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ในที่ๆ แห่งเดียวกันนานๆ
แต่คนทั่วไปคงทนอยู่ที่แบบนี้นานๆไม่ได้แน่นอน ทุกคนที่ยังอยู่ที่นี่คงเป็นบ้าไปแล้ว

ตอนนี้เรามาถึงช่วงที่ 3 ของการทดลองแล้ว ภายใน 10 ปีที่ผ่านมาเราได้มาถึงขั้นตอนของการสร้างอาวุธที่สามารถสั่งและควบคุมได้ อาวุธที่สามารถนำไปใช้ในสงครามได้ที่เราเรียกมันว่า "Tyrant" แต่โปรเจคท์นี้กลับมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น การนำคนมาเป็น Test subject ของ Tyrant ดูจะยากและน้อยเต็มที มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรับเชื้อและเหมาะสมพอที่จะถูกทำให้เป็น Tyrant

อาจเป็นเพราะธรรมชาติของตัวเชื้อ T-virus มนุษย์ทุกคนสามารถทำให้กลายเป็น Zombie หรือ Hunter ได้ ซึ่งในกระบวนการนี้ความสามารถและความฉลาดของคนเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อย (โดยเฉพาะZombie ที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย)
ความฉลาดที่เพียงพอเท่านั้นที่คนๆนั้นจะสามารถกลายเป็น Tyrant ได้ สำหรับ Birkin ที่พยายามที่จะทำการทดลองในรูปแบบอื่นก็พบปัญหาแบบเดียวกัน คนที่จะมาเป็น Tyrant ได้นั้นอาจจะน้อยมากถึงขนาด 1 ใน 100 ล้าน เลยก็เป็นได้ ส่วนที่เหลือจะกลายเป็น Zombie ไปทั้งหมด

ถ้าเรายังคงทำการทดลองต่อไป เราอาจจะสามารถสร้างเชื้อที่มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปจนสามารถเข้ากันได้กับมนุษย์ที่เรานำมาทดลอง แต่ถ้ามันเป็นจริงได้ เราต้องการ Test subject รายอื่น แต่ถ้าเราทำการทดลองกับคนทั้งอเมริกาเราอาจจะพบคนที่เหมาะสมเพียง 10 หรือน้อยกว่านั้นก็เป็นได้
ศูนย์วิจัยแห่งอื่นก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน เราพบทางตันตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

แต่เราได้รับข่าวมาว่าศูนย์ในยุโรปสามารถผ่านปัญหาจุดนี้ไปได้แล้ว ซึ่งมันถูกเรียกได้ว่า "Nemesis project"
ผมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ที่จะนำตัวอย่างของ Nemesis project ที่ยุโรปมาเพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในแก่งานของพวกเรา แม้แต่กับ Birkin ก็ตาม จนกระทั่งเราพบ Host ของเชื้อที่เหมาะสมเพียงพอ

ไม่กี่วันต่อมาเราก็ได้รับแพ๊คเกจส่งตรงมาจากยุโรป ซึ่งกล่องถูกตั้งไว้ที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์โดนข้างกล่องเขียนไว้ว่า Nemesis project
เพื่อที่ให้ได้ตัวอย่างนี้มาเราต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเนื่องจาก Spencer ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่
Birkin แทบจะไม่ให้ความสนใจตัวอย่างชุดนี้เลย แต่สุดท้ายอย่างน้อยที่สุดเขาก็ยอมรับที่จะทำการทดลองกับมัน

สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างมาด้วย DNA ที่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ Nemesis แต่มันสามารถสั่งงานได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าพลังในการต่อสู้เหลือคณานับ
Host และ Parasite จะถูกแยกสร้าง แต่จะเอามารวมกันในท้ายที่สุดเพื่อที่จะสร้างอาวุธชีวเคมี ถ้ามันสำเร็จ เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสมองของ Host แต่ปัญหามันเกิดเมื่อ Parasite สามารถควบคุม Host ได้ทั้งหมด เราก็ไม่สามารถควบคุมอาวุธชีวเคมีตัวนี้ได้

ในข้อมูลการวิจัยแทบทั้งหมดเป็นข้อมูลของ Host เสียชีวิตอันเนื่องมาจากถูก Parasite เข้าควบคุมได้เหนือกว่าภายในเวลาเพียง 5 นาทีถ้า Host ถูกควบคุมได้โดย Parasite เขาก็จะเสียชีวิตทันที แต่ถ้า Host สามารถควบคุมตัวเองเหนือ Parasite ได้งานของเราก็จะสำเร็จ เราอาจจะยกเครดิตให้กับ Nemesis project ซึ่ง Host ล่าสุดที่เราเลือกคือผู้หญิงคนที่เป็น Test subject ของเรามาเป็นเวลานาน เพราะเธอมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถมีชีวิตรอดมาได้ทุกวันนี้แม้ว่าจะได้รับเชื้อหลายชนิดจากการทดลองอย่างมากมายของพวกเรา

การทดลองกับเธอก็สร้างผลที่เราคาดไม่ถึง เมื่อเชื้อ Nemesis ที่พยายามจะเข้าสู่สมองของเธอได้หายไป ซึ่งเราเองก็บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไงก็ตามเรายังหวังให้เธอเป็น Nemesis อยู่ดี
นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการทดลอง เราตัดสินใจที่จะทำการทดลองกับเธอต่อไป

ในช่วงเวลา 10 ปี ที่เราได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเธอ เราก็ได้ข้อสรุปที่จะทิ้งข้อมูลการทดลองเก่าทั้งหมด เพราะในเวลา 21 ปีที่เธอได้รับเชื้อทุกอย่าง ที่เราใส่ไป รวมถึง Nemesis บางสิ่งบางอย่างก็ได้ปรากฏขึ้น แม้แต่ Birkin เอง ก็ได้สังเกตข้อเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน มีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเธอ แต่มันแตกต่างไปอย่างมากเมื่อเทียบกับ T-Virus project และมันก็ให้ไอเดียใหม่แก่พวกเราโปรเจคท์ของพวกเราได้เปลี่ยน "G-virus project

หลังจากนั้น 7 ปีต่อมา ...
31 กรกฎาคม 1995
ช่วง Summer อีกครั้งสำหรับที่นี่ และเป็นปีที่ 17 นับตั้งแต่ผมเข้ามาแล้ว ทุกครั้งที่ผมเข้าไปที่นั่น ผมยังคงได้กลิ่นอายของวันนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่สิ่งก่อสร้าง
ผมเห็น Birkin ที่ยืนพร้อมอยู่แล้วที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานเนื่องจากผมออกจากที่นี่เมื่อ 4 ปีก่อน

ในตอนนั้นโปรเจคท์การค้นคว้า G-virus ของ Birkin ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะขอเขากลับไปยังที่ทำงานแห่งนั้นอีกครั้ง ตอนนี้ผมจำเป็นต้องแสดงให้เหมือนกับว่า ผมเป็นเพียงอดีตนักวิจัยที่ตัดสินใจออกจากการทำงานที่นั่น เพื่อทำงานอื่น และกลับมาที่นี่อีกครั้ง
แต่ในที่สุด โครงการพัฒนา G-virus ได้ทำให้ผมตระหนักถึงขีดจำกัดในฐานะนักวิจัยได้เป็นอย่างดี แม้ว่าผมเองจะไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรู้ถึงเจตนารมณ์ของ Spencer แต่ทว่าตอนนี้ ผมคงไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่วิจัยเชื้อไวรัสอีกต่อไปแล้ว

ลึกลงไปในศูนย์วิจัยข้างใต้นั้น Birkin ยังคงไม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากแผ่นกระดาษงานวิเคราะห์การทดลองในมือของเขาเท่านั้น เขายังคงไปที่ศูนย์วิจัย Arklay อย่างเป็นปกติ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำการทดลองอยู่ที่นั่นอีกแล้วก็ตาม
ก่อนหน้านี้สักพักแล้ว ที่ Birkin ได้ย้ายไปทำงานต่อที่ศูนย์วิจัยใหม่ขนาดใหญ่ใต้ดินเมือง Raccoon ซึ่งมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือพัฒนาเชื้อ G-Virus เมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ผมเองคิดในใจว่า Spencer ไม่น่าที่จะอนุมัติโครงการพัฒนา G-Virus เลย เนื่องจากมันเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ และเป้าหมายของมันก็แตกต่างไปจากที่เขาต้องการไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ความแตกต่างระหว่างG-Virus กับ T-Virus ก็คือเนื้อเยื่อที่ได้รับผลกระทบจาก G-Virus นั้น จะสามารถพัฒนาตัวมันเองต่อได้ เพราะเชื้อไวรัสอยู่ในรูปแบบของยีนส์ ที่ไม่ได้ป้องกันอะไรไว้ ทำให้มันสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นแม้มันจะไม่ถูกฉีดให้กับร่างทดลอง ตัวเชื้อเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
สำหรับยีนส์ในร่างกายมนุษย์นั้นค่อนข้างยากที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้ว่ามันจะถูกนำมาผสมกับเชื้อไวรัสก็ตามทีแต่ทว่าเนื้อเยื่อที่โดนเชื้อ G-Virus นั้น กลับพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ

แต่ทว่า T-Virus กลับไม่มีคุณสมบัตินี้เลยในกรณีที่เราฉีดเชื้อไปใน Host ชนิดต่างๆ เราสามารถเก็บข้อมูลการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ภายในนั้นได้ตลอด แต่ T-Virus กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นจากภายนอกเสียก่อน และผลลัพธ์ ก็ออกมาใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์กันเอาไว้
แต่ผลกระทบจาก G-Virus นั้น เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย